การคัดเลือกโคที่จะขุนและการตอน

การคัดเลือกโคมาขุน ควรยืนอยู่ห่างจากโคประมาณ 6-7 เมตร แล้วพิจารณาโคจากลักษณะภายนอก ดังนี้

–   เลือกโคที่มีกระดูกหน้าแข้งใหญ่ ขนาดของกระดูกมีความสัมพันธ์ทางบวกกับปริมาณเนื้อโค คือ โคที่มีกระดูกใหญ่จะมีโครงร่างใหญ่ และมีเนื้อมากด้วย เพราะกระดูกเป็นตัวเกาะยึดของกล้ามเนื้อ ความจริงแล้วกระดูกมีราคาต่ำ แต่การเพิ่มเนื้อของโคที่มีกระดูกใหญ่เมื่อเปรียบเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วจะมากกว่าการเพิ่มน้ำหนักของกระดูก และโคที่มีกระดูกใหญ่จะมีอัตราการเจริญเติบโต และประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหารดีกว่าด้วย ส่วนโคที่มีกระดูกหน้าแข้งเล็ก แสดงว่าโคตัวนั้นมีกระดูกและโครงร่างเล็ก

–  ระยะห่างระหว่างกระดูกเชิงกรานกับกระดูกก้นกบมาก ทำให้โคตัวนี้มีสัดส่วนสะโพกยาว และมีเนื้อส่วนที่มีราคาแพงมาก ส่วนโคที่มีระยะห่างระหว่างกระดูกเชิงกรานกับกระดูกก้นกบน้อย เป็นโคที่มีสะโพกสั้น และมีเนื้อส่วนที่ขายได้ราคาแพงน้อย

–  กระดูกก้นกบควรอยู่สูงและห่างจากกันมากๆ เป็นผลให้มีเนื้อส่วนท้ายมาก ซึ่งเนื้อส่วนท้ายมีราคาแพงเช่นกัน ถ้ากระดูกก้นกบอยู่ไม่ห่างกัน เนื้อส่วนท้ายจะน้อย

–  แนวสันหลังตรง และยาว หรืออีกนัยหนึ่งคือ ลำตัวยาว และลำตัวไม่ลึกนัก ซึ่งปกติส่วนครึ่งล่างของกลางลำตัวโคจะมีเนื้อน้อยและราคาต่ำ

-การตอนควรทำก่อนการขุน หากทำในช่วงระยะการขุนการรักษาตัวของโคขุนเราไม่นานพอทำให้เวลาขายโคขุนยังบอบซ้ำอยู่

 

ประเภทธุรกิจและตลาดโคขุน

  1. แบ่งตามขนาดของกิจการ จะแบ่งออกเป็น 3 ขนาด

– ขนาดย่อย มักเลี้ยงโคขุนเพียง 2-10 ตัว โดยส่วนมากจะเป็นเกษตรกรทั่วไปที่เลี้ยงไว้ติดบ้านเพื่อเป็นรายได้เสริมไม่ได้ทำแบบจริงจังการใช้อาหารจึงเป็นการให้อาหารท้องถิ่นหรืออาหารข้นที่เตรียมเอง รวมถึงการซื้อจากท้องตลาด มักใช้แรงงานในครอบครัวเป็นหลัก มีพื้นที่น้อย

– ขนาดกลาง เป็นการเลี้ยงโคขุนอยู่ที่ประมาณ 30-50 ตัว ต้องมีการพื้นที่ในการขุนจะไม่มีการปล่อยแปลงเหมือนขนาดย่อยเพราะยากต่อการดูแลต้องใช้พื้นที่ในการทำคอกโค และแปลงหญ้ามากเพื่อลดต้นทุนและให้พอกับโคที่ขุน มีการใช้อาหารข้นที่ผสมเอง และต้องจ้างแรงงานแต่ก็เป็นส่วนน้อยเพราะยังสามารถใช้แลงานครอบครัวได้อยู่

– ขนาดใหญ่ มักเลี้ยงโคขุนมากกว่า 50 ตัว ขึ้นไป เป็นการเลี้ยงที่ต้องใช้พื้นที่มากทั้งคอก และแปลงหญ้า มีการใช้อาหารข้นที่ผสมเองเพื่อลดต้นทุนหรืออาจจะสั่งอาหารข้นจากบริษัทฯ และใช้แรงงานคนมาก รวมถึงการใช้เครื่องทุ่นแรงในการจัดการอาหาร และต้องมีระบบจัดการเพื่อดูแลค่าใช้จ่าย

  1. แบ่งตามตลาด

– ตลาดขั้นสูง ต้องการเนื้อที่มีคุณภาพ คือ เป็นเนื้อโคที่มีอายุน้อย อายุจะประมาณ 3 ปี ได้รับการเลี้ยงดู และให้อาหารข้นในปริมาณมาก ไม่น้อยกว่า 5 เดือน โคที่นำมาเลี้ยงมักเป็นพันธุ์ที่มีการเจริญเติบโตดี  และมีคุณภาพเนื้อดี มีไขมันแทรก เมื่อขุนเสร็จจะได้ราคาสูง ตามราคาเกรดของเนื้อ

– ตลาดชุมชน ตลาดประเภทนี้ต้องการโคที่อ้วน มีไขมันพอสมควร ไม่จำกัดอายุ ส่วนใหญ่จะใช้โคที่ปลดจากงาน มีเจริญเต็มที่แล้ว แต่ยังผอมอยู่ แล้วนำมาขุน 3-4 เดือน ด้วยอาหารข้นให้อ้วน ซึ่งส่วนน้ำหนักที่เพิ่มจะเป็นไขมันเป็นส่วนมาก เรียกโคประเภทนี้ว่า วัวมัน เนื้อมีราคาต่ำกว่าประเภทแรก เพราะเป็นการขายแบบชั่งกิโล แต่การเลี้ยงดูง่ายกว่า