โคพันธุ์บราวน์สวิส

ต้องบอกเลยว่าเป็นโคพันธุ์มีถิ่นฐานกำเนิดอยู่ที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ที่นำมาเลี้ยงในประเทศไทยเมื่อปี 2498 จากประเทศสหรัฐอเมริกาและปี 2500 จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ลักษณะสำคัญมีสีน้ำตาลล้วน จมูกและลิ้นนั้นมีสำดำ เขาโค้งมาด้านหน้าชี้ขึ้น สายพันธุ์บราวน์สวิสนั้นเป็นสายพันธุ์โคที่มีโครงร่างที่มีขนาดใหญ่ รูปร่างดี โครงสร้างที่มีความแข็งแรงกระดูกที่มีความใหญ่ พร้อมที่ให้นม ตัวเมียนันโตเต็มที่อยู่ที่ประมาณ 680 กิโลกรัมเลยทีเดียว ส่วนตัวผู้นั้นหนักประมาณ 907 กก. โคตัวเมียสายพันธุ์นี้เป็นสาวช้ากว่าพันธุ์อื่นๆ แน่นอนว่าพันธ์ทนความร้อนแสงแดดได้เป็นอย่างดี แน่นอนว่านิยมนำพ่อโคผสมกับแม่โคเนื้อเพื่อให้ได้ลูกผสมสำหรับขุน ชัดเจนของสายพันธุ์นี้ก็คือการให้นมที่ค่อนข้างสูงเลยทีเดียวเป็นอันดับที่สองรองลงมาจากสายพันธ์โฮลสไตน์-ฟรีเชียน ด้วยเรื่องของค่าเฉลี่ยที่ให้นมในปริมาณประมาณ 5488 กิโลกรัมต่อปีเลยทีเดียว ส่วนไขมันนมนั้นก็มีประมาณร้อยละ 4.1 จัดได้เลยว่าเป็นอันดับที่สามในกลุ่มของพันธุ์โคนมหลัก ถือได้เลยว่าเป็น โคพันธุ์ที่มีความแข็งแรงเป็นอย่างมาก เหมาะสมที่สุดสำหรับการทำผลิตภัณฑ์เนยหรือผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ใช้นมเป็นส่วนประกอบ สายพันธุ์นี้ต้องได้รับการดูแลอย่างดีจากผู้เชี่ยวชาญที่ต้องสังเกตและค่อยเอาใจใส่ในการเลี้ยงดูของโคสายพันธุ์นี้ เพราะสายพันธุ์นี้เป็นสายพันธุ์ที่ยอดเยี่ยม  ข้อดีของสายพันธุ์โคสายนี้ก็คือทนต่ออากาศที่ร้อนได้เป็นอย่างดีเมื่อได้เทียบกับสายพันธุ์โคจากประเทศทางทวีปยุโรปพันธุ์อื่นๆ

โคขาวลำพูน

เป็นโคพื้นเมืองที่เกิดจากฝีมือของชาวบ้านและผลงานที่มีการพัฒนาสายพันธุ์มานานกว่า 100 ปีแล้ว เลี้ยงกันในจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่และมีการแพร่กระจายไปยังจังหวัดลำปาง พะเยา เชียงราย เกิดขึ้นมาได้อย่างไรโดยยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนเลย ลักษณะของสายพันธุ์นี้คือ เขาและกีดเท้ามีสีน้ำตาลส้ม ขอบตาและเนื้อจนูกนั้นมีสีชมพูส้มและขนพู่หาง สีขาวไม่มีเหนียงสะดือ ขนาดเหนียงคอปานกลางไม่พับย่นมากเหมือนกับ โคบราห์มัน น้ำหนักโดยแรกเกิด 18 กิโลกรัม น้ำหนักหย่านมเมื่ออายุ 200 วันเฉลี่ย 122 กิโลกรัม น้ำหนักโตเต็มที่เพศผู้ 350-450 กิโลกรัม เพศเมียนั้น 300-350 กิโลกรัม อายุเมื่อให้ลูกตัวแรก2.5 ปีระยะการอุ้มทอง 290-295 วัน โดยห่างช่วงการให้ลูกโดยประมาณ 460 วัน  บางท่านก็ได้เล่าเรื่องโคสายพันธุ์นี้ด้วยว่า เกิดจากการกลายพันธุ์ของโคพื้นเมืองในสมัยพระนางจามเทวี ผู้ครองนครหริภุญไชยพระองค์แรก เมื่อ 1,340 กว่าปีมาแล้วและเป็นสัตว์คู่บารมีของชนชั้นปกครอง ในสมัยนั้นใช้ลากเกวียน แต่หริภุญไชยก็ล่มสลายตั้งแต่ ครั้งเมื่อพ่อขุนเม็งรายมหาราชยึดครอง อีกทั้งเป็นเมืองร้าง สมัยพม่าครองเมือง ช่วงกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310     ในตำราฝรั่งบางเล่มก็ได้กล่าวเรื่องราวเรื่องนี้ด้วยว่า ต้นตระกูลของโคพื้นเมืองในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้น่าจะเป็นโคยุโรปที่ไม่มีหนอก ซึ่งต่อมาถูกผสมข้ามโดยโคอินเดียที่มีหนอกเพราะโคในภูมิภาคนี้ส่วนใหญ่จะมีลักษณะของทั้งยุโรปและโคอินเดียรวมกัน คือมีเหนียงคอสั้น หน้าผากแบนและหูเล็กแบบโคยุโรปมีหนอกแบบโคอินเดีย

โคพันธุ์ฮินดูบราซิล

เป็นอีกสายพันธุ์โคที่มีอยู่ในประเทศไทย แน่นอนว่าเป็นโคพันธุ์ที่มีโคทนร้อนปรับตัวได้เป็นอย่างดีและยังทนต่อโรคและแมลง โคพันธุ์ฮินดูบราซิล เป็นโคที่มีเชื้อสายทางอินเดียแต่ได้รับการพัฒนาขึ้นในประเทศบราซิล โดยลักษณะทั่วไปโคชนิดนี้มีลำตัวที่มีสีขาวจนถึงเทาอ่อนเกือบดำและมีสีน้ำตาลแกมแดงเรื่อๆๆหรือเป็นแดงจุดขาว ส่วนลำตัวนั้นมีขนาดที่ใหญ่กว่าพันธุ์บราห์มัน ในส่วนของโคเพศผู้ โตเต็มที่จะมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 900-1200 กิโลกรัมส่วนทางด้านเพศเมีย น้ำหนักโตเต็มที่ 600-700 กิโลกรัม เจริญเติบโตเต็มที่พร้อมที่จะเเป็นพ่อพันธุ์ โดยมีรูปร่างจะได้สัดส่วนงดงาม หัวยาว หน้าผากนูนเล็กน้อย ปลายจมูกอูม หางตาแหลมเฉียงขึ้นเล็กน้อย เกือบชิดกันทั้งสองข้าง มีขาใหญ่ที่มั่นคงและแข็งแรง หูมีขนาดใหญ่กว้างและห้อยยาว ห้อยหลวมๆ มัดแกว่งไปมา หยิกทั้งด้านในและด้านนอก ที่สำคัญหูต้องกำม้วนขอบ เหมือนกับใบไม้แห้งกรอบส่วนตรงปลายหูมักจะหยักและหยิกบิดเกรียวไปสู่ปลายจมูก จึงมีการเรียกลักษณะวัวชนิดนี้กันว่า”วัวหูยาว”ลักษณะความสวยงามพิเศษอีกอย่าง หัวกระบานต้องใหญ่หน้าผากกว้างโหนกนูน และค่อนข้างยาวคิ้วเป็นสันโค้งเหนียงคอใหญ่หย่อนยานมาก หนอกหลังเด่นอยู่บนหัวไหล่ พร้อมกับเอนราดลงมาผสมกลมกลืนกับส่วนลำคอเขาแข็งแรงและมักเอนไปทางด้านหลังเล็กน้อย มีโคร่งร่างใหญ่ ค่อนข้างสูง นี่คือลักษณะโคพ่อพันธุ์อินดูบราซิลที่ดี และที่สำคัญปริมาณเนื้อมาก ส่วนลักษณะอื่นๆก็คล้ายๆกับโคพันธุ์บราห์มัน

โคพันธุ์กบินทร์บุรี

เป็นโคพันธุ์ที่ทางกรมปศุสัตว์นั้นได้มอบหมายงานให้ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ในจังหวัดปราจีนบุรี ได้ทำการศึกษาทดลองและวิจัย เป็นลูกโคผสมระหว่างพันธุ์ซิมเมนทัลกับพันธ์บราห์มัน ทำการสร้างโคพันธุ์ใหม่ให้เป็นโคกึ่งเนื้อกึ่งนม  โดยโคลูกเพศผู้ใช้เป็นโคขุนและใช้แม่โคใช้รีดนมได้ การสร้างพันธุ์ในฝูงนั้นก็ได้มีการปรับปรุงพันธุ์ดำเนินการโดยใช้น้ำเชื้อโคพันธุ์ซิมเมนทัลที่ได้คุณภาพสูงจากประเทศเยอรมันประเทศทางยุโรปผามกับแม่โคบราห์มันพันธุ์แท้ ได้ลูกโคชั่วที่ 1 ที่มีเลือดปริมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ แซิมเมนทัลประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ และบราห์มันอีก 50 เปอร์เซ็นต์ แล้วผสมโคชั่วที่ 1 เข้าด้วยกัน ต้องทำการคัดเลือกปรับปรุงให้เป็นโคเนื้อพันธุ์ใหม่เรียกว่า โคพันธุ์กบินทร์บุรี ซึ่งโคพันธุ์นี้มีสีแดงเข้มคล้ายโคพันธุ์ซิมเมนทัล เป็นโคขนาดกลาง เพศผู้โตเต็มที่น้ำหนักประมาณ 900 – 1,000 กิโลกรัม เพศเมีย 600 – 700 กิโลกรัม ส่วนในเรื่องของข้อดีของโคพันธุ์นี้นั้นมีอยู่ด้วยกัน หากเลี้ยงแบบมีการเติบโตที่เร็ว ซากจะมีขนาดใหญ่ที่สนองความต้องการของตลาดได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว ทนทานในเรื่องของสภาพอากาศได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอากาศร้อน โคชนิดนี้ทนต่อแดดร้อนได้เป็นอย่างดี แน่นอนเรื่องของการผสมพันธุ์นั้นก็เป็นอย่างดีเลยทีเดียว ผสมกับ โคพื้นเมือง โคบราห์มันและลูกผสมบราห์มันเพื่อนำลูกเพศผู้มาเลี้ยงเป็นโคขุน ข้อเสียนั้นก็เป็นเรื่องของการเลี้ยงดูที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ หากใช้แม่โครีดนมนั้น ก็ต้องมีความรู้ในการรีดนม

โคพันธุ์ตาก

โคพันธุ์ตากเป็นโคลูกผสมระหว่างพันธุ์ชาร์โรเล่ส์กับพันธุ์บราห์มัน โดยทางกรมปศุสัตว์ได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ตาก แน่นอนว่าได้ทำการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ให้เป็นโคเนื้อพันธ์ใหม่ที่โตเร็ว และมีเนื้อที่นุ่ม เพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ การสร้างพันธุ์นั้นโดยมีการปรับปรุงโดยนำน้ำเชื้อโคพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ที่มีคุณภาพสูงจากประเทศฝรั่งเศส ผสมกับแม่โคบราห์มันพันธุ์แท้ ได้โคลูกผสมชั่วที่ 1 ที่มีเลือดในปริมาณ 50% และชาร์โรเล่ส์ปริมาณ 50% บราห์มัน แล้วผสมแม่โคเพศเมียชั่วที่ 1 ดังกล่าวด้วยน้ำเชื้อหรือพ่อบราห์มันพันธุ์แท้ได้ลูกโคชั่วที่ 2 ซึ่งมีเลือดปริมาณ 25% และ ชาร์โรเล่ส์ในปริมาณ  75% บราห์มัน จากนั้นผสมแม่โคเพศเมียชั่วที่ 2 ด้วยน้ำเชื้อโคพันธุ์ชาร์โรเล่ส์คุณภาพสูง ได้ลูกโคชั่วที่ 3 ซึ่งมีเลือด 62.5% ชาร์โรเล่ส์ และ 37.5% บราห์มัน แล้วนำโคชั่วที่ 3 ผสมกัน คัดเลือกปรับปรุงพันธุ์ให้เป็นโคเนื้อพันธุ์ใหม่ เรียกว่า โคพันธุ์ตาก ส่วนในเรื่องของข้อดีของโคพันธุ์ตากนั้น มีการเติบโตที่รวดเร็ว มีเนื้อนุ่ม มีคุณภาพดี เลี้ยงง่ายหากินเก่ง ไม่เลือกกินหญ้า ทนทานต่อสภาพอากาศร้อนได้ดีพอสมควร เหมาะสมกับการที่จะนำมาผสมกับแม่โคพื้นเมือง ส่วนแม่พันธุ์ผสมพันธุ์ได้เร็ว ส่วนเรื่องของข้อเสียนั้น การเลี้ยงโคชนิดนี้ต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่พอสมควรที่จะนำไปปล่อยเลี้ยงในป่าโดยไม่ดูแลเอาใจใส่ หากเลี้ยงในสภาพปล่อยป่าหรือปล่อยทุ่ง ควรใช้พันธุ์ตาก 1 หรือโคพันธุ์ตาก 2

โคพื้นเมือง

โคพื้นเมืองของไทย เป็นโคที่มีลักษณะใกล้เคียงของประเทศเพื่อนบ้านด้วยรูปร่างลักษณะที่กะทัดรัดและยังมีลำตัวของโคพื้นเมืองนั้นมีลักษณะเล็ก ขาของโคพื้นเมืองก็มีขาเรียวเล็ก ยาว มีเหนียงคอแต่ไม่มีความหย่อนยานมาก มีหูที่เล็ก หนังใต้ท้องที่มีความเรียบแต่เรื่องของสีนั้นมีสีที่ไม่แน่นอน เช่น สีแดงอ่อน เหลืองอ่อน ดำ ขาวนวล น้ำตาลอ่อน และอาจจะมีสีรวมอยู่ด้วย โดยเพศผู้นั้นจะโตเต็มที่ด้วยน้ำหนักที่ประมาณ 300-350 กิโลกรัมส่วนเพศเมียนั้นก็จะมีน้ำหนักประมาณ 200-250 กิโลกรัม โดยผลผลิตหลักของการเลี้ยงโคพื้นเมืองนั้นก็อยู่ที่ลูกโค แน่นอนการที่จะทำกำไรได้ดีนั้นจะต้องเริ่มตั้งแต่เลือกพันธุ์ที่เลี้ยงนั้นให้มีความเหมาะสมกับระบบในการจัดการการเลี้ยงดูพร้อมกับการให้อาหารที่มีความเหมาะสมกับการเลี้ยงและความต้องการของโคในการให้อาหารในระยะต่างๆ ส่วนเรื่องของการเลี้ยงแม่โคเนื้อนั้นจะต้องดูความเหมาะสมกับระบบการเลี้ยงดู เช่นลูกโคที่ผลิตได้นั้นจะสนองความต้องการประเภทใดบ้าง สำหรับผู้เพิ่งเริ่มที่จะเลี้ยงนั้น ปัญหาหลักใหญ่ที่มีความสำคัญในการเลี้ยงโค จะต้องทราบว่ โคพันธุ์ต่างๆพร้อมกับจะต้องศึกษาวีธีการการเลี้ยงดูว่าเหมาะสมกับสถานที่ไหมและแน่นอนว่าเราควรที่จะซื้อโคที่มีลักษณะอย่างไร  แน่นอนว่าเรื่องราวของโคนั้นก็มีข้อดีและข้อเสีย อย่างข้อดี เลี้ยงง่ายหากินเก่ง ใช้แรงงานได้ดี  ทนทานต่อโรคและแมลงและเหมาะสมกับอากาศในบ้านเรา ข้อเสียนนั้น เป็นโคที่มีขนาดเล็ก เพราะถูกคัดเลือกมาในสภาพการเลี้ยงที่มีอาหารที่จำกัด

โคเนื้อภูพาน

โคทาจิมะภูพาน เป็นสายพันธุ์หนึ่งของพันธุ์หวากิว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งผลิตเนื้อมีคุณภาพสูงที่สุด มีคุณภาพซากสูงกว่าทุกสายพันธุ์ เป็นที่รู้จักในชื่อ โกเบ บีฟ และ มัตซึซากะ บีฟ ถือว่าเป็นโคที่ให้เนื้อมีคุณภาพดีที่สุดในโลก โดย โคทาจิมะ เข้ามาสู่ประเทศไทยในปี 2531 จากการที่ สมาคมผู้เลี้ยงโคหวากิว เมืองโฮซากา ประเทศญี่ปุ่น น้อมเกล้าฯ ถวายโคหวากิวสายพันธุ์ทาจิมะให้กับสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี 1 คู่  และได้พระราชทานโคทาจิมะคู่นี้ให้แก่กรมปศุสัตว์ โคทาจิมะ คือโคสายพันธุ์หนึ่งของพันธุ์หวากิว ซึ่งมาจากคำผสม 2 คำคือ  Wa หมายถึงประเทศญี่ปุ่น และ gyu หมายถึงโค ดังนั้น Wagyu หมายถึงโคญี่ปุ่น ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 สายพันธุ์ ดังนี้ Japanese Black  Japanese Shorthorn  Japanese Brown  Japanese Polled โคทาจิมะเป็นสายพันธุ์หนึ่งของ Japanese Black ถือว่าเป็นโคเนื้อที่ให้เนื้อมีคุณภาพดีที่สุดในโลก ลักษณะเนื้อมีความนุ่มไขมันแทรกเกรดสูง จุดเด่นที่สำคัญของโคทาจิมะคือมีสัดส่วนของกรดไขมันไม่อิ่มตัว : กรดไขมันอิ่มตัวสูงกว่าโคทั่วไป คือเท่ากับ 2.0 : 2.2 ขณะที่โคทั่วไปมีสัดส่วนเท่ากับ

สมาคมผู้เลี้ยงโคหวากิว เมืองโอกาซา ประเทศญี่ปุ่น โดย Mr. Nishida ผู้แทนสมาคมน้อมเกล้าฯ ถวายโคหวากิว สายพันธุ์ทาจิมะ ให้กับสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี 1 คู่ ผู้ 1 ตัว เมีย 1 ตัว อายุ 15 เดือน และได้พระราชทานโคทาจิมะคู่นี้ให้แก่กรมปศุสัตว์ โดยกรมปศุสัตว์นำมาเลี้ยงที่ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีการผสมเทียมและผลิตน้ำเชื้อ จังหวัดปทุมธานีในขณะนั้น ซึ่งสามารถผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งได้ 1,500 โดส เพื่อใช้ในการศึกษาวิจัยการปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อสำหรับการขุนเพื่อผลิตเนื้อโคขุนคุณภาพสูง

 

 

โคพันธุ์ลิมูซีน

เป็นโคที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศฝรั่งเศส นำเข้าประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.2520 โดย กรป.กลาง  (นิตยสารโคบาล)แมกกาซีน ปีที่ 2 ฉบับที่ 16 เดือน พฤศจิกายน 2548)   เป็นโคขนาดกลาง ถึงใหญ่ โคเพศผู้หนักประมาณ 1,000 กิโลกรัม โคเพศเมียหนักประมาณ 650 กิโลกรัม มีสีเหลืองอ่อนตลอดลำตัว บริเวณขอบตาและจมูก สีจะอ่อน กว่าบริเวณลำตัว ลำตัวยาว หัวจะสั้น หน้าผากกว้าง จมูกกว้าง เขาขนานกับ พื้นและปลายจะโค้งงอขึ้นข้างบน อกกลม ซี่โครงโค้งมีกล้ามเนื้อหลังเต็ม บริเวณสะโพกมีกล้ามเนื้อมาก อัตราการเจริญเติบโตดี ลูกแรกเกิดมีน้ำหนักสูง คุณภาพซากดีปานกลาง มีเนื้อแดงมากแต่ความชุ่มฉ่ำมีน้อยโคลิมูซินเพศเมียโตเต็มวัยจะมีน้ำหนักประมาณ 650 ก.ก. ส่วนเพศผู้เต็มวัยจะหนักประมาณ 1000 ก.ก. โดยจะมีทอง-แดง หรือใกล้เคียงแต่จะไม่เข้มหรือซีด แต่จะมีสีจางลงบริเวณใต้กระเพาะ ด้านในโคนขา รอบตา และจมูก รอบทวารหนักและปลายหาง หัวจะสั้น หน้าผากกว้าง จมูกกว้าง มีเขาเล็กโค้งไปด้านหน้า ลำตัวส่วนหน้าเต็ม อกกลม ซี่โครงโค้งมีกล้ามเนื้อหลังเต็มสะโพกกลม โคนขาโค้งมน ขากระดูกเล็กแข็งแรง และตรงโคลิมูซิน เป็นโคที่คลอดลูกง่าย มีความสมบูรณ์พันธุ์สูง เปอร์เซ็นต์ลูกหย่านมสูง มีความสามารถในการผลิตเนื้อมีไขมันแทรก มีสัดส่วนของกระดูกและไขมันต่ำ จึงสามารถผลิตเนื้อได้ในทุกระยะของอายุแม่โคจะให้ผลผลิตยาวนาน จะพัฒนาโครงสร้างเต็มที่จนอายุ 6-8 ปี และให้ลูกได้อย่างสม่ำเสมอ จนถึงอายุ 10-11 ปี ซึ่งทำให้แม่โคสามารถผลิตเนื้อคุณภาพดีได้แม้จะเลี้ยงลูกมาหลายตัว

โคพันธุ์โคซิมเมนทอล

โคพันธุ์นี้ต้องบอกเลยว่าเป็นที่มีการเจริญเติบโตได้ดีและเลี้ยง่ายอีกด้วย กับ พันธุ์ โคซิมเมนทอลเป็นโคที่ให้ผลผลิตดีทั้งเนื้อและนม สามารถปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย โดยทั่วไปจะมีสีเหลืองอ่อน ไปจนถึงสีเหลืองเข้ม และสีแดงไปจนถึงสีน้ำตาลแดง แต่จะมีลักษณะพิเศษคือมีหน้าเป็นสีขาว ตัวผู้เต็มวัยจะมีน้ำหนักได้ถึง 1100-1400 ก.ก. สูงที่ไหล่ 150- 165 ซ.ม. อัตราการเจริญเติบโตที่เลี้ยงในฟาร์มขุน ถึง 650 ก.ก. อยู่ระหว่าง 1.25-1.4 ก.ก./วัน และสามารถเจริญได้ถึง 2 ก.ก./วัน ตัวเมียโตเต็มวัยจะมีน้ำหนัก 600-900 ก.ก. มีความสูงที่ไหล่ 138-150 ซ.ม. โดยปกติเป็นโคที่มีเขา แต่มีบางสายพันธุ์ที่ไม่มีเขา  ลักษณะเด่นในการเป็นโคผลิตเนื้อ ได้แก่เพิ่มน้ำหนักได้เร็ว ลูกผสมชั่วแรกกับโคสายพันธุ์อังกฤษ หรือกับโคซีบู จะโตเร็วกว่า 10-20% จะได้น้ำหนักที่ถึงความต้องการของตลาดได้ที่อายุน้อย ให้เปอร์เซนต์ซากสูง ให้เนื้อที่มีไขมันน้อย มีกล้ามเนื้อมาก ทั้งโคซิมเมนทอลและโคลูกผสม ทำให้มีเนื้อส่วนที่ขายได้สูงขึ้น มีความสมบูรณ์พันธุ์สูง โคซิมเมนทอลเพศเมียจะถึงวัยเจริญพันธุ์เร็วและมีช่วงชีวิตที่ให้ลูกยาว ส่วนพ่อพันธ์จะมีลูกอัณฑะใหญ่ มีความสามารถในการผสมพันธุ์สูง คุมฝูงขนาดใหญ่ได้ดี แม่โคซิมเมนทอล ให้น้ำนมดีและมีความสามารถในการเลี้ยงลูกดี ทำให้สามารถผลิตลูกเมื่อหย่านมมีน้ำหนักสูง เป็นโคที่เชื่อง ง่ายต่อการจัดการ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการจัดการการผลิตโคเนื้อ เมื่อจบโปรแกรมขุนจะสามารถลดความเครียด ในระหว่างการฆ่าได้

โคพันธุ์ชาโรเลส์

วันนี้เรามาพูดเรื่องราวของวัวสายพันธ์หนึ่งที่ต้องบอกเลยว่าเป็นสายพันธ์ที่มีถิ่นกำเนิดในต่างประเทศ นั้นคือ วัวพันธุ์ชาโรเลส์มีถิ่นกำเนิดในเมืองชาโรลส์ ประเทศฝรั่งเศสประเทศทางยุโรป เดิมเคยเลี้ยงเป็นโคงาน แต่ได้ทำการคัดเลือกพันธุ์เพื่อใช้เป็นทั้งโคงานและโคเนื้อ (Dual Purpose) ลักษณะทั่วไปลำตัวมีสีขาวถึงสีครีม อาจมีผิวหนังสีแดงโดยเฉพาะบริเวณรอบจมูก ตา และใต้ท้อง จัดว่าเป็นโคเนื้อที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกพันธุ์หนึ่ง โคเพศผู้โตเต็มที่มีน้ำหนักตัว 1,000-1,200 กิโลกรัม เพศเมีย 800-850 กิโลกรัม แม่โคให้ลูกที่มีน้ำหนักแรกเกิดสูง (45 กิโลกรัม) และน้ำหนักตัวเมื่อหย่านมสูง (270-300 กิโลกรัม) เป็นโคที่มีการเจริญเติบโตเร็ว (1.0-1.2 กิโลกรัม/วัน) เมื่ออายุได้ 15 เดือน บางตัวมีน้ำหนักถึง 500 กิโลกรัม โคพันธุ์ชาโรเลส์ มีรูปร่างยาวเพรียวกว่าโคพันธุ์ยุโรปอื่นๆ มีขาสั้น ลำตัวลึก แม่โคให้นมดี เลี้ยงลูกเก่ง มีเปอร์เซ็นต์ซากสูงกว่าโคพันธุ์อื่นๆ คุณภาพซากดีมาก เนื้อมีคุณภาพดี ในเมืองไทยได้นำมาผสมพันธุ์กับโคลูกผสมบราห์มัน แต่รักษาระดับเลือดของพันธุ์ชาร์โรเลส์ ให้อยู่ระหว่าง 50.0-62.5% (Blakely and Bade, 1994) ไม่พบรายงานว่า มีเกษตรกรเลี้ยงชาโรเลส์พันธุ์แท้ในระบบฟาร์มทั่วไปในเมืองไทยข้อดีของโคสายพันธุ์นี้ มีการเจริญเติบโตเร็ว ซากมีขนาดใหญ่ เนื้อนุ่ม เนื้อสันมีไขมันแทรก(marbling)เป็นที่ต้องการของตลาดเนื้อโคคุณภาพดี เหมาะที่จะนำมาผสมกับแม่โคบราห์มันหรือลูกผสมบราห์มันเพื่อนำลูกมาเลี้ยงเป็นโคขุน ข้อเสียของเขาโคสายพันธุ์นี้แน่นอนว่า ถ้าเลี้ยงเป็นพันธุ์แท้หรือมีสายเลือดสูงๆจะไม่ทนต่อสภาพอากาศในบ้านเราและไม่เหมาะที่จะใช้ผสมกับแม่โคขนาดเล็กเพราะอาจทำให้คลอดยาก